ขอเชิญเพื่อนนักศึกษาสาขาบริหารการศึกษา STOU2009 ร่วมกันเขียนบล็อกที่นี่ โดยส่ง email มาที่ orangealright@gmail.com (เพื่อจัดการกับระบบของ blog) แล้วรอ mail แจ้งกลับนะคะ หากพบปัญหา อ่านหรือโพสไม่ได้ กรุณาแจ้งให้ทราบด้วยนะคะ
วันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
การบริหารและการจัดการศึกษา...all for education by sk
มีคำสองคำที่มักใช้ควบคู่กันคือคำว่าการบริหาร (Administration ) กับการจัดการ ( Management ) ซึ่งการบริหารจะเป็นกระบวนการทำงานใดๆเพื่อให้บรรลุความสำเร็จตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายขององค์การ ที่วางเอาไว้ โดยไม่ต้องการกำไร และไม่คำนึงถึงผลตอบแทนที่ตนเองจะได้รับ ดังนั้น การบริหาร (Administration ) จึงมักใช้กับหน่วยงานที่ไม่หวังผลกำไรแต่มุงผลสำฤทธิ์ของงานตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายเป็นหลักซึ่งได้แก่ หน่วยงานภาครัฐ หรือหน่วยงานสาธารณะที่ไม่หวังผลกำไร ส่วน การจัดการ ( Management )จะเป็นการบริหารงานใดๆขององค์การที่จะทำให้บรรลุตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายขององค์การโดยต้องการผลประโยชน์และกำไรเพื่อให้ตนเองอยู่รอดในองค์การได้
Administration จึงหมายถึงการบริหารงานในระดับสูง ในระดับการกำหนดนโยบายและการวางแผน Management จะเป็นการบริหารในภาคองค์กรธุรกิจที่มุ่งผลประโยชน์และผลกำไรในการดำเนินงานโดยตรง
แต่ในปัจจุบันบทบาทในการบริหารงานภาครัฐและภาคธุรกิจจะมีกระบวนการทำงานที่คาบเกี่ยวกันจนทำให้ไม่สามารถแยกออกจากกันได้อย่างชัดเจนดันนั้น การบริหารกับการจัดการจึงมักใช้ควบคู่กันเสมอเราจึงมักจะได้ยินคำว่า "การบริหารและการจัดการ"
ความหมายของการศึกษา ( Education )
การศึกษา (Education ) ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และแก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่2) พ.ศ.2545 ได้ให้ความหมายของการศึกษาตามมาตรา 6 ว่า การศึกษาเป็นกระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคมโดยการถ่ายทอดความรู้การฝึก การอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์จรรโลงใจ ความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจากการจัดสภาพแวดล้อม สังคม การเรียนรู้และปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเรียนรู้ตลอดชีวิต ดังนั้นการบริหารและการจัดศึกษา จึงหมายความว่า การบริหารหรือดำเนินการใดๆให้บุคคลได้เรียนรู้ โดยมีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
o Primary source ข้อมูลต้นกำเนิด เช่นสังเกตคนที่เป็นเป้าหมายการวิจัย
o Secondary source ถ้าเป็นงานที่คนอื่นเขียน เป็นบันทึก งานวิจัย
o Tertiary source งานวิพากษ์วิจารณ์ ข้อมูลใส่ไข่ หาหลักฐานชี้ชัดไม่ได้ ประเภท “แหล่งข่าว”
o อ้างข้อมูลงานวิจัยที่เชื่อถือได้ ก็ขึ้นอยู่กับคนเขียน การยอมรับของสังคม ผลงานนำไปปฏิบัติได้จริง
Lecture "วิจัย" วันนี้ (part 2)
วันนี้ ก็เลยมีคนต้องเปลี่ยนหัวข้อการวิจัย ไม่ใช่เพราะไม่ดี แต่เพราะว่า มันเป็นของสาขาอื่นที่อาจทำให้เราสับสนได้ เช่น ความพึงพอใจของนักเรียน การจัดการเรียนการสอน หรือเป็นเรื่องที่ "ตกยุค" แล้ว เช่น ความพึงพอใจ
การค้นคว้าวรรณกรรมเพื่อการวิจัย Literature Review
มีความจำเป็นเพราะการตรวจสอบ ค้นคว้า หาความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่จะทำวิจัยนั้นจะนำไปสู่การกำหนดกรอบการวิจัยที่ชัดเจน และเพื่อกำหนดแนวทางการวิจัย ทำให้การทำ blue print/road map ของงานวิจัยมีความรัดกุม
ข้อเสนอแนะของอาจารย์ กลุ่ม 3 ค่ะ
อาจารย์ได้ให้ข้อแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่อการเลือกหัวข้อเพื่อมาทำวิจัยให้พวกเรมากเลยค่ะ จะขอนำมาเล่าให้ฟังเท่าที่บันทึกทันนะคะ
- พยายามหลีกเลี่ยงหัวข้อที่มีคนทำกันเยอะแล้ว หากสนใจจริงๆ ก็ควรจะนำไปสัมพันธ์กับตัวแปรอื่นๆ เพิ่ม
- การทำเรื่องใหม่เป็นสิ่งดี แต่อย่าไปอิงนโยบายพรรคการเมือง อาจต้องเปลี่ยนเรื่อง
- การตั้งชื่อเรื่องอย่าครอบจักรวาล จะทำให้เก็บข้อมูลไม่ได้
- ทำวิจัยเฉพาะในโรงเรียนใดโรงเรียนหนึ่งก็ทำได้ โดยขึ้นอยู่กับเนื้อหาสาระ ผลต้องชัด ต้องลึก
- ชื่อเรื่องให้เป็นภารกิจของผุ้บริหาร และไม่ขึ้นต้นด้วย "กริยา"
- การทำวิจัยเพื่อจบการศึกษานี้อาจารย์หวังว่านักศึกษาจะทำวิจัยเป็น เปรียบเหมือนตกปลาเป็น ไม่ได้มองว่าจะได้ปลาอะไร ตัวใหญ่แค่ไหน คือ อยากให้นักศึกษารู้จักวิธีการทำวิจัยที่ถูกต้อง
- งานวิจัยที่ดีต้องมีทฤษฎีรองรับ
- การทำวิจัยขอให้สวมบทบาทของผู้บริหาร ซึ่งในความหมายของอาจารย์ หมายถึง ระดับ ผอ.เขต ขึ้นไป หรืออย่างน้อยก็ระดับ ผอ.โรงเรียน
- การทำวิจัยนี้ต้องจำกัดขอบเขตให้จบภายในสามเทอม และตามงบประมาณที่มี
- ไม่อนุญาตให้ทำเพื่อหาคำตอบลอยๆ
- หัวข้อที่น่าสนใจคือเรื่องผู้บริหารที่เป็นผู้นำทางวิชาการ
- หัวเรืองที่ตั้งต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับการบริหารจัดการเท่านั้น
- หัวข้อเรื่องต้องเห็นว่าเราจะทำเรื่องอะไร กับใคร ที่ไหน (สำหรับนำไปใส่เป็น key word เพื่อการสืบค้นได้
สำหรับวันนี้ ขอตัวไปคิดหัวข้อใหม่ก่อนค่ะ
วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
Lecture "วิจัย" วันนี้ (part 1)
การวิจัย
กระบวนการวิจัย = กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่
- การตั้งคำถาม research problem ซึ่งน่าจะเพื่อการหาสาเหตุ (cause) ไม่ใช่ดูจากอาการ (symptom) แต่การศึกษาจากอาการ หลายๆ ครั้ง เพราะยังไม่ทราบสาเหตุของปั
ญหาที่แท้จริง เช่น symptom – headache can be from many causes e.g. fever, stress, diseases - สมมุติฐาน hypothesis เป็นการคาดเดาทางเลื
อกในการตอบคำถาม - รวบรวมข้อมูล
- เลือกทางเลือก หรือวิธีการแก้ปัญหาที่เหมาะสม
- นำไปใช้ แก้ปัญหา
Research จึงหมายถึงการศึกษาซ้ำๆ เพื่อให้ได้ข้อยุติหรื
ประเภทของการวิจัย ก็แล้วแต่เกณฑ์ หรือตัวแปร variable ที่จะตั้งขึ้นมา
ตัวแปร (variables) หมายถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกั
อะไรที่มีสิ่งเดียว โดดๆ เช่น คนคนหนึ่ง (นาย ก.) หรือสถานที่แห่งหนึ่ง พวกนี้ไม่ใช่ตัวแปร
ตัวแปรมี 3 ชนิด
- ตัวแปรต้น (เหตุ) หรือ independent variable
- ตัวแปรตาม (ผล) dependent variable
- ตัวแปรแทรกซ้อน intervening variable เป็นมือที่ 3 เป็นปัจจัยเบี่ยงเบนที่ทำให้ผล (ตัวแปรตาม) ไม่เกิดตามเหตุ (ตัวแปรต้น) ซึ่งทำให้การวิจัยที่เราไม่
สามารถควบคุมตัวแปรทั้งหมดเกิ ดผลผิดเพี้ยน ส่วนมากวิจัยทางสังคมมักจะเกิ ดตัวแปรแทรกซ้อนเพราะควบคุมตั วแปรเหมือนในห้อง lab ไม่ได้ เช่น เด็กสอบ GAT PAT ได้ มีตัวแปรแทรกซ้อนเยอะ เช่น ความสามารถในการไปเรียนพิเศษ ครูสอนเก่ง เดาข้อสอบถูก ฯลฯ จึงสรุปไม่ได้ว่า ครูที่โรงเรียนสอนดีกว่าโรงเรี ยนอื่น
งานวิจัยมี 2 แบบ
- Pure science เช่น การวิจัยปรัชญา
- Applied research ส่วนมากเป็นงานวิจัยทางสังคม
ประเภทการวิจัย ก็มีหลากหลาย ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ในการแบ่ง เช่น
- Experimental Research
- Experimental research
- Quasi-experimental/semi-
experimental research ยอมให้มีตัวแปรแทรกซ้อนได้ โดยธรรมชาติ
ถ้าแบ่งตามประเภทข้อมูล
- Quantitative research – วิจัยเชิงปริมาณ
- Qualitative research – วิจัยเชิงคุณภาพ ส่วนมากเป็น ethnographic study และวิธีการ inductive วิจัยเชิงคุณภาพใช้เวลานาน จึงทำให้การประเมินสมศ. ไม่ได้ผล เพราะมีการประเมินข้อมูลเชิ
งนามธรรมด้วย เช่น ความรักชาติ เสียสละ วินัย ซึ่งประเมินภายในเวลาจำกัดไม่ ได้ เมื่อวัดตรงๆ ไม่ได้ก็ต้องวัดโดยอ้อม มีการสร้างเครื่องมือ ถ้าจับไต๋ได้ก็สอบผ่าน แต่ไม่ใช่ของจริง เช่น เด็กยกมือไหว้เฉพาะวันที่ไปตรวจ
ถ้าแบ่งตามกาลเวลา
- การวิจัยย้อนรอย เป็นการวิจัยเหตุการณ์ในประวัติ
ศาสตร์ ศึกษาจากบันทึก จดหมายเหตุ จารึก กระดูก - การวิจัยปัจจุบัน
- การวิจัยอนาคต future research เป็นการวิจัยเพื่อคาดการณ์ หา tendency หรือทำ projection เช่น การวิจัยเชิงนโยบาย อาจจะใช้ Delphi technique (เอาผู้เชี่ยวชาญมาคุยกัน)
จะเรียกว่าเป็นอะไรก็แล้วแต่
กระบวนการวิจัย ออกสอบแน่
- คำถามการวิจัย research question อะไรเป็นคำถามการวิจัยที่ดี เรื่องที่มีคำตอบแล้ว ไม่ต้องวิจัย แต่ถ้ายังต้องถกเถียงกัน หรือไม่มีคำตอบจริง ก็เป็นหัวข้อทำวิจัยได้
- การตั้งสมมุติฐาน hypothesis คือคำตอบล่วงหน้า การกำหนดทางเลือก แต่ต้องมีความหนักแน่น มีการคาดผลไว้ชัดเจน จึงต้องมีทฤษฎี หรือ มีงานศึกษา หรือจากประสบการณ์ก็ได้ หนุนหลัง (เช่นแรงจูงใจมีผลกับความสั
มฤทธิ์ในการทำงาน) ทดสอบทฤษฎี ผลการวิจัย ต้องมีสมมุติฐาน
- กรณีไหนที่ไม่ต้องมีสมมุติฐาน? การวิจัยเชิงสำรวจไม่ต้องมี hypothesis หรือ การวิจัยในชั้นเรียนไม่ต้องมีก็
ได้ แต่อาจจะใส่ตัวแปร (ต้น) ไว้ในวัตถุประสงค์ได้ หรือการทำสหสัมพันธ์ (x-y) จะต้องหรือไม่ก็ได้ (ทำ regression ย้อนไปดูสาเหตุก็ได้)
- วัตถุประสงค์ คือคำตอบที่ต้องการทราบ จะมีกี่ข้อก็ได้แต่ต้องให้พอดี
กับเวลา งบประมาณ และความสามารถในการเก็บข้อมูล - การออกแบบการวิจัย จะเก็บข้อมูลอะไรบ้าง ใช้เครื่องมืออะไรที่เหมาะจะได้
ข้อมูลนั้นมา - การประมวลผล
ออกสอบ; หาจุดเด่นและจุดด้อยของการวิจั